ผู้เขียน: designdee

10 วิธีช่วยประหยัดเงินค่าไฟฟ้า

  1. การเปิดใช้แอร์
    เปิดแอร์เฉพาะในเวลาที่จำเป็น อย่างเช่น ในวันที่อากาศร้อนมากๆ โดยเปิดแอร์อยู่ที่อุณหภูมิ 25 องศาก็เพียงพอ หากเราเปิดแอร์อุณหภูมิที่ต่ำก็จะทำให้เปลืองค่าไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น เทคนิคง่ายๆ ที่จะช่วยทำให้แอร์เร็วขึ้นก่อนที่จะเปิดแอร์ให้เปิดพัดลม เปิดประตูหน้าต่าง เพื่อเป็นการระบายความร้อนสะสมที่อยู่ในห้องให้หมดไปก่อน จากนั้นปิดประตูหน้าต่างแล้วค่อยเปิดแอร์พร้อมๆ กับเปิดพัดลม ก็จะช่วยให้อากาศในห้องเย็นขึ้น แอร์ไม่ทำงานหนัก ไม่เปลืองไฟนั่นเอง
  1. การใช้งานเครื่องดูดฝุ่น
    บ้านใครที่ไม่ได้เลี้ยงสัตว์เลี้ยง ปกติแล้วก็ไม่ค่อยที่จะมีฝุ่นมากมายเท่าไหร่นัก การใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดฝุ่นทุกวันจะทำให้เปลืองไฟ แต่จะให้เว้นดูดฝุ่น 2-3 ครั้งต่อเดือนก็เพียงพอ ใช้วิธีการกวาดถูเอา วิธีนี้จะช่วยลดปริมาณการใช้ไฟฟ้า และประหยัดค่าไฟไปได้มาก
  1. ถอดปลั๊กไฟทุกครั้งหลังใช้งาน
    การปิดสวิตช์เครื่องใช้ไฟฟ้าไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการตัดกระแสไฟไปเลย ตราบใดที่ปลั๊กยังมีการเสียบอยู่กับตัวเต้ารับก็ยังคงมีกระแสไฟที่เดินอยู่ ให้ถอดปลั๊กในทุกๆ ครั้ง หลังจากการใช้งานจะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้า
  1. เลือกใช้หลอดไฟที่ประหยัดไฟฟ้า วัตต์ต่ำแต่ค่าความสว่างสูง
    สำหรับหลอดไฟที่ประหยัดไฟฟ้จะมีราคาที่ค่อนข้างแพงกว่าหลอดไฟชนิดอื่นก็จริง แต่จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มากกว่าหลอดไฟชนิดอื่น
  1. ซักรีดเสื้อผ้าในครั้งมากๆ
    อุปกรณ์เครื่องซักผ้าเตารีดเป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีความเปลืองไฟมาก หากจะซักรีดเสื้อผ้าก็ควรซักรีดในครั้งละปริมาณมากครั้งเดียว หรืออย่างน้อย 1 ครั้งต่อ 1 สัปดาห์ ไม่ใช่ว่ามาซักรีดในทุกๆ วัน แบบนั้นจะทำให้เปลืองไฟฟ้า
  1. ใช้งานอุปกรณ์อิเล็กโทรนิคน้อยลง
    เตาไมโครเวฟ กระทะไฟฟ้า เครื่องปั่น รวมถึงเตาอบ จัดได้ว่าเป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ใช้พลังงานไฟฟ้ามาก ให้ลดปริมาณความถี่ของการใช้เครื่องไฟฟ้าเหล่านี้ ค่าไฟฟ้าของคุณก็จะลดน้อยลงไปได้มาก
  1. แช่ของในตู้เย็น
    จัดระเบียบของในตู้เย็น ทิ้งของที่หมดอายุ ของที่ไม่จำเป็น ไม่ควรเปิดตู้เย็นบ่อยๆ จะช่วยประหยัดค่าไฟฟ้าได้มาก
  1. เครื่องใช้ไฟฟ้า
    ลดการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็นหรือใช้เครื่องมืออื่นทดแทนได้ เช่น แปรงสีฟันไฟฟ้า มีดโกนหนวดไฟฟ้า เครื่องเป่าผม เครื่องเป่าลมร้อน ลดความสะดวกสบายลงนิดแต่ลดค่าไฟฟ้าได้มาก
  1. ปิดไฟที่ไม่ได้ใช้งาน
    ไฟส่องสว่างภายในบ้านและถายนอกบ้าน สามารถลดการใช้โดยการปิดไฟส่องสว่างที่ไม่ได้ใช้งาน บางที่ที่ไม่ได้ต้องการความสว่างมากก็เปิดดวงเว้นดวงหรือลดขนาดลง
  1. ติดตั้งเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหว
    ตัวเซ็นเซอร์นี้จะเป็นตัวที่ช่วยเปิด-ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้า เช่น แอร์ ไฟส่องสว่าง พัดลม ตัวเซ็นเซอร์มีหลายแบบ เช่น จับความเคลื่อนไหว จับระดับความมืด เพื่อให้เครื่องใช้ไฟฟ้านั้นๆ ทำงานเฉพาะที่จำเป็นและใช้งานจริงๆ

ต้นไม้ที่ควรปลูกไว้ในห้องน้ำ

ต้นไม้ที่ควรปลูกไว้ในห้องน้ำเพื่อช่วยดับกลิ่นเหม็นและยังช่วยฟอกอากาศในห้องน้ำให้สดชื่นอีกด้วย

  1. กวักมรกต (ZanzibarGem)
    เป็นต้นไม้ที่ช่วยดูดสารพิษและกรองอากาศได้รวมทั้งช่วยคายออกซิเจนออกมาในตอนกลางคืนอีกด้วย จึงเหมาะสำหรับปลูกเพื่อดูดกลิ่นในห้องน้ำเป็นต้นไม้ที่ดูแลง่ายกักเก็บน้ำได้ดีไม่จำเป็นต้องรดน้ำบ่อยๆ สามารถปรับตัวเข้ากับหลากหลายสภาพอากาศ
  1. พลูด่าง (GoldenPothos)
    ปลูกได้ทั้งลงดินและในน้ำพลูด่างเป็นไม้โตง่ายทนทุกสภาวะอากาศ ที่สำคัญดูแลง่ายจึงเหมาะกับการปลูกในห้องน้ำ เนื่องจากมีคุณสมบัติในการฟอกอากาศลดปริมาณเบนซินและสารละลายไตรคลอโรเอทีลีน ช่วยทำลายสารที่เป็นพิษต่อร่างกายได้นอกจากนี้ยังมีใบและลวดลายที่สวยงามเป็นต้นไม้ประดับในห้องน้ำได้ด้วย
  1. เศรษฐีเรือนใน (SpiderPlant)
    ต้นเศรษฐีเรือนในหรือต้นแมงมุมมีเส้นขาวตรงกลางขอบเขียว นำไปตกแต่งในห้องน้ำสามารถช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และช่วยดูดกลิ่นในห้องน้ำไปพร้อมกัน เป็นต้นไม้เลี้ยงง่ายปลูกที่ไหนก็ได้ชอบอยู่ในที่ร่ม ต้องการน้ำน้อยทนความชื้นได้ดี แต่ก็ต้องการอากาศที่ไหลเวียนดีด้วยเช่นกันดังนั้นจึงควรนำออกไปตากแดดรำไรบ้างอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง
  1. เดหลี (PeaceLily)
    ต้นไม้ดับกลิ่นที่สายไม้ดอกไม่ควรพลาดนั่นก็คือเดหลีที่มีดอกเป็นช่อสวยสีขาวหรือขาวแกมเหลือง (คล้ายดอกหน้าวัว) ส่วนใบสีเขียวมันวาวช่วยเสริมบรรยากาศในห้องน้ำให้สดชื่นสบายตาควรโดนแดดบ้างเล็กน้อยเช็ดใบบ้างและรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอ หรือจะปลูกในน้ำก็ได้ ช่วยดูดสารพิษอย่างเบนซินฟอร์มาลดีไฮด์อะซีโตนและสารจำพวกแอลกอฮอล์ได้ดี
  1. เฟิร์นบอสตัน (BostonFern)
    เฟิร์นบอสตันนอกจากเรื่องความสวยงามแล้วยังเด่นเรื่องฟอกอากาศและดับกลิ่นในห้องน้ำด้วยเพราะเป็นต้นไม้ที่ชอบความชื้นสูง จึงสามารถดูดความชื้นในห้องน้ำช่วยลดการสะสมของเชื้อโรคและเชื้อราได้ดีเยี่ยม ต้องการแค่แสงแดดรำไรบ้างเล็กน้อยการรดน้ำไม่ต้องชุ่มมาก หรือคอยพ่นละอองน้ำให้บ้างเท่านั้น นอกจากจะผลิตออกซิเจนแล้วยังดูดซับกลิ่นดูดสารพิษ

► การวิปัสสนากรรมฐาน

การวิปัสสนากรรมฐาน
ทุกคนล้วนต้องการความสุข ไม่มีใครชอบความทุกข์ แต่เรื่องบางเรื่องเราก็ไม่สามารถควบคุมหรือหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นเราต้องหัดรู้จักรับมือกับมันให้ได้ ซึ่งแต่ละคนก็จะมีวิธีในการจัดการรับมือกับปัญหาที่ต่างๆ กันออกไป ขึ้นอยู่กับสถานการณ์หรือปัญหานั้นๆ
การวิปัสสนากรรมฐานหรือการเจริญวิปัสสนาเป็นเรื่องของการศึกษาชีวิต เพื่อที่จะปลดเปลื้องกิเลสหรือความทุกข์ต่างๆ ให้ออกไปจากชีวิต อันนำมาซึ่งการดับทุกข์และความสงบสุขทั้งกายและใจ หรือว่าง่ายๆ คือ “การปล่อยวางและไม่ยึดติด” ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยวางจากกิเลส ความทุกข์ ความคาดหวังต่างๆ หรือแม้แต่การไม่ยึดติดกับความสุข วัตถุนิยมหรือสิ่งรอบกายทั้งหลายได้ ก็นับว่าเป็นการเจริญวิปัสสนาแล้ว หากว่าคุณสามารถปล่อยวางและไม่ยึดติดได้แล้ว คุณจะรู้สึกเป็นอิสระ ผ่อนคลาย และมีความสบายทั้งกายและใจ

การวิปัสสนากรรมฐานที่เป็นที่นิยมและผู้คนปฏิบัติตามกันเยอะจะมีดังนี้​
1. พองหนอ ยุบหนอ
เป็นการตั้งสติไว้ที่หน้าท้อง พร้อมกับภาวนาว่า “พองหนอ” และ “ยุบหนอ” ตามการเคลื่อนไหวของหน้าท้อง โดยให้กำหนดจิตไว้ที่ปลายจมูกหรือริมฝีปาก และพยายามสังเกตุลมหายใจเข้า-ออก นอกจากนี้ยังมีการสอนให้กำหนดจิตและลมหายใจเข้า-ออก ด้วยการภาวนาในใจเวลาหายใจเข้าว่า “พุท” เวลาหายใจออกว่า “โธ”


2. การนั่งสมาธิ
เป็นการเจริญสติมีความสำคัญมากเพราะทำให้เกิดปัญญา ความสงบ ความสบาย และความรู้สึกที่เป็นสุข เมื่อเจริญสติกำหนดรู้ให้ต่อเนื่องกันได้แล้วจิตจะสงบลง ความฟุ้งซ่านจะน้อยลง และทำให้เกิดสติสัมปชัญญะ ปัญญา ความคิดถูก รู้ถูก พูดถูก ทำถูก หรือที่เรียกว่าปัญญาหรือวิปัสสนาญาณนั่นเอง


3. เดินจงกรม
แตกต่างจากการเดินแบบปกติธรรมดาทั่วไปตรงที่ต้องใช้ “สติ” ในการเดิน คือ ต้องมีสติคอยกำหนดอยู่ตลอดเวลาในการเดิน ทำได้ไม่ยาก คุณก็สามารถกำหนดสติเวลาย่างก้าวได้ ย่างเท้าซ้ายให้กำหนดในใจ “ซ้ายหนอ” ย่างเท้าขวาให้กำหนดในใจ “ขวาหนอ” สลับกันไปเรื่อยๆ ให้สติอยู่กับกาย ซึ่งการเดินถือเป็นอิริยาบถหนึ่งในอิริยาบถทั้ง 4 ที่ช่วยพัฒนาในด้านจิตใจได้


4. มีสติทุกการเคลื่อนไหวในอิริยาบถต่างๆ
ขณะที่เคลื่อนไหวให้ภาวนาและมีสติอยู่ตลอดเวลา และให้สังเกตุทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นการนั่ง การยืน การนอน หรือแม้แต่การเปลี่ยนท่าทาง อย่างเช่น หากกำลังจะนอนลง ให้ภาวนาในใจว่า “นอนหนอ” หรือหากกำลังจะทานข้าว ให้ภาวนาเริ่มตั้งแต่การวางจาน การนั่ง การมองเห็น ไปจนถึงการเคี้ยว การกลืน โดยการมีสติในทุกอิริยาบถต่างๆ เหล่านี้จะช่วยให้เราไม่ประมาท และยังช่วยพัฒนาลำดับความคิดในการจะทำสิ่งต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

      ประโยชน์ของการเจริญวิปัสสนานั้นมีนานับประการ โดยผลดีในทางโลกนั้นมีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นความรู้ที่เราสามารถนำไปประกอบสัมมาอาชีพหรือนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน และทางด้านร่างกาย การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดำเนินชีวิต ช่วยให้มีสมาธิ ความจำดีขึ้น สติปัญญาเฉียบแหลม ช่วยบำบัดโรคร้ายแรง โรคเรื้อรัง หรือโรคที่เกี่ยวกับทางใจต่างๆ อีกทั้งยังช่วยให้มีสติอยู่ตลอด ลดความประมาทในการใช้ชีวิตลง และยังช่วยพัฒนาจิตใจให้มีความรับผิดชอบ มีคุณธรรม ศีลธรรมและจริยธรรมให้ดียิ่งขึ้น
      ส่วนผลดีของการเจริญวิปัสสนาในทางธรรมนั้นก็มีอยู่เยอะไม่แพ้ทางโลกเช่นกัน โดยช่วยให้ผู้ปฏิบัติมีสติในการดำเนินชีวิตหรือในการทำสิ่งต่างๆ ช่วยให้มีสมาธิ สามารถหยั่งรู้ ตัดกิเลสและปล่อยวางให้ไม่ลุ่มหลงมัวเมาไปกับสิ่งเร้ารอบกาย ตัดวัฏฏสงสาร ตัดเวรตัดกรรมหรือลดกรรมที่เคยได้ทำมาในอดีตชาติโดยการแผ่ส่วนกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวรทั้งที่มีชีวิตอยู่และที่เป็นจิตวิญญาณ

ที่มา : https://www.sanook.com

► แบตเตอรี่เล็กสุดในโลก ขนาดจิ๋วเท่า ‘เม็ดฝุ่น’

บรรดานักวิจัยในเยอรมนี สร้างความฮือฮา เปิดตัวแบตเตอรี่เล็กที่สุดในโลก มีขนาดพอๆ กับเม็ดฝุ่น ด้วยศักยภาพป้อนพลังงานแก่คอมพิวเตอร์ได้ทุกเวลาและทุกสถานที่

การเปิดตัวครั้งนี้มีความเป็นไปได้ที่จะช่วยจัดการกับปัญหาหลัก 2 ปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี นั่นคือขาดแหล่งพลังงานบนชิป และความท้าทายต่างๆ ในด้านการผลิตไมโครแบตเตอรี่ ขณะที่การสร้างแบตเตอรี่ขนาดเล็กจิ๋วจะสามารถส่งเสริมการพัฒนาการทางเทคโนโลยี

“ผลการวิจัยของเราแสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการจัดเก็บพลังงานที่น่ายินดีในขนาดเล็กกว่าตารางมิลลิเมตร” ด็อกเตอร์ Minshen Zhu หนึ่งในนักวิจัยที่อยู่เบื้องหลังโครงการนี้ระบุ ส่วนศาสตราจารย์โอลิเวอร์ ชมิดท์ เพื่อนร่วมงานของ Zhu เสริมว่า “เทคโนโลยีนี้ยังคงสามารถเพิ่มศักยภาพได้อีกมหาศาล และเราสามารถคาดหมายโมโครแบตเตอรี่ที่ดีกว่านี้มากในอนาคต”

เป้าหมายของโครงการนี้คือหาทางออกสำหรับโทคโนโลยีพลังงาน ท่ามกลางคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือที่มีขนาดเล็กลงเรื่อยๆ ในขณะที่บรรดาผู้บริโภคเสาะแสวงหาอุปกรณ์ต่างๆ ที่มีขนาดกะทัดรัดกว่าเดิม แต่มีศักยภาพและสมรรถนะด้านเทคโนโลยีทุกอย่างแบบเดียวกับอุปกรณ์ขนาดใหญ่ของพวกเขาก่อนหน้านี้

ไมโครแบตเตอรี่แบบชาร์จไฟใหม่ได้นี้ผลิตโดยคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเชมนิทซ์ของเยอรมนี และด้วยที่มีศักยภาพป้อนพลังงานแก่ชิปคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กสุดของโลกราวๆ 10 ชั่วโมง เพราะฉะนั้นแบตเตอรี่จิ๋วนี้จึงมีขีดความสามารถที่สำคัญสำหรับเทคโนโลยีต่างๆ ในอนาคต ในขณะที่อุปกรณ์ต่างๆ มีแนวโน้มปรับลดขนาดลงเรื่อยๆ

แบตเตอรี่จิ๋วนี้มีความแตกต่างจากแบตเตอรี่ดั้งเดิมลูกพี่ลูกน้องของมัน โดยเวอร์ชันที่มีขนาดเล็กลงนี้ใช้เทคโนโลยีมาตรฐานในการผลิตพลังงาน แต่มีพื้นที่ใช้สอยที่น้อยลงอย่างมาก ดังนั้น อุปกรณ์ที่พัฒนาใหม่ของคณะวิจัยจึงรวมมันไว้บนชิป ทว่ายังสามารถผลิตไฟฟ้าได้ 100 ไมโครวัตต์ชั่วโมงต่อตารางเซนติเมตร

ในแถลงที่เผยแพร่โดยบรรดานักวิจัยไม่ได้เปิดเผยว่าเทคโนโลยีนี้จะถูกนำมาใช้ประโยชน์ในทางพาณิชย์เมื่อไหร่

(ที่มา : mgronline)

► Metaverse มาแล้วต้องระวังตรงไหน!? Kaspersky แนะ 5 จุดปกป้องข้อมูลตัวตนดิจิทัล

แคสเปอร์สกี้ (Kaspersky) มองทุกคนต้องเตรียมพร้อมปกป้องข้อมูลตัวตนดิจิทัลท่ามกลางกระแสความสนใจในเมตาเวิร์ส (Metaverse) ย้ำ 5 มุมมองต้องรู้เพื่อให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตคำนึงถึงความปลอดภัยของอวาตาร์ดิจิทัล และภัยคุกคามที่อาจเกี่ยวข้องกับ Metaverse

มุมมองที่ 1 คือการโจรกรรมข้อมูลตัวตนและการยึดบัญชีโดยแอนะล็อกเข้ากับโซเชียลเน็ตเวิร์กและเกมที่มีผู้เล่นหลายคน แคสเปอร์สกี้มองว่าอาจทำให้เกิดการสูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล (เช่น ข้อมูลการติดต่อ หรือ meta-analogue) ซึ่งอาจนำไปสู่การแบล็กเมล์

“นอกจากนี้ ยังมีการขโมยสกุลเงินเสมือน เงินตราจริง หรือเงินคริปโตจากบัตรและวอลเล็ตที่เชื่อมโยงกับบัญชีหรือสิ่งของเสมือนจริงราคาแพง เช่น สกินหรือเครื่องแต่งกาย รวมถึงการใช้อวาตาร์เพื่อฉ้อโกง เช่น การขอยืมเงินจากเพื่อนและครอบครัว”

แคสเปอร์สกี้อธิบายว่า ผู้คนสามารถเชื่อมต่อกับ metaverse เป็นรูปอวาตาร์และทำทุกอย่างราวกับว่ากำลังอยู่ในโลกแห่งความจริง ทั้งค้นหาข้อมูล สื่อสารพูดคุย ชอปปิ้งและไปทำงาน แต่ในขณะเดียวกัน ก็สามารถหลีกหนีจากความเป็นจริงและอาศัยอยู่ในจักรวาลเสมือนจริงได้ อวตารของมนุษย์ใน metaverse สามารถเป็นอะไรก็ได้ตามต้องการ สามารถเป็นเจ้าของสิ่งใดด็ได้ และความตายไม่ได้มีความหมายเหมือนกับในโลกแห่งความเป็นจริง

“ตัวอย่างบางส่วนของโลกดิจิทัลในวัฒนธรรมสมัยนิยม ก็คือ ภาพยนตร์ไตรภาค The Matrix หรือ Ready Player One ซึ่งเป็นเรื่องเกี่ยวกับเกมออนไลน์ OASIS ที่มีผู้เล่นหลายคนได้กลายเป็นแอนะล็อกของ metaverse โดยนอกจากจักรวาลที่แยกจากกันแล้ว ภาพเสมือนจริงก็ค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นจริงสมัยใหม่ไปแล้ว ในสหรัฐอเมริกา มีการเปิดตัวรายการ Alter Ego ซึ่งผู้เข้าแข่งขันร้องเพลงที่ด้านหลังเวที และให้เทคโนโลยีการจับภาพเคลื่อนไหวสร้างภาพอวาตาร์ดิจิทัลแทนที่ตัวเอง”

มุมมองที่ 2 ที่แคสเปอร์สกี้ชี้ว่าต้องระวังคือเรื่องวิศวกรรมสังคม (social engineering) เช่นเดียวกับบริการแอปหาคู่ แคสเปอร์สกี้มองว่าปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือจะต้องมีแอนะล็อกของ metaverse ที่มีความคล้ายคลึงกัน ผู้คนในโลกเสมือนจริงอาจไม่ได้เป็นอย่างที่บอกไว้ หรืออาจไม่ได้มีเจตนาที่ดี ซึ่งสามารถนำไปสู่แผนการตกเหยื่อ (catfishing) การแอบอ้างหรือสร้างตัวตนปลอมเพื่อพูดคุยปฏิสัมพันธ์ การสะกดรอยตามและกลั่นแกล้งทางออนไลน์ (stalking and doxing) แคสเปอร์สกี้และเอ็นแท็บได้พัฒนาหลักสูตรเกี่ยวกับวิธีการป้องกันตัวเองและจัดการกับการล่วงละเมิด รวมถึงอันตรายอื่นๆ ขณะที่เปลี่ยนจากโลกเสมือนจริงไปสู่โลกแห่งความจริง

มุมมองที่ 3 คือปัญหาความเป็นส่วนตัว เนื่องจาก metaverse มีความเหมือนโซเชียลมีเดียแต่เป็นโลกความเป็นจริงเสมือน ผู้ใช้ต้องระมัดระวังและปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของตน (เช่น ข้อมูลหนังสือเดินทาง หมายเลขตั๋วต่างๆ)

มุมมองที่ 4 คือปัญหาที่เกี่ยวข้องกับบล็อกเชน หากใน Decentraland ตัวตนของผู้ใช้ถูกสร้างขึ้นบนวอลเล็ต ก็ยิ่งจำเป็นต้องป้องกัน

มุมมองที่ 5 คือเด็กและเยาวชนก็เป็นผู้ใช้ metaverse เป็นประจำ (active user) เช่นกัน ตัวอย่างที่โดดเด่นคือเกม Roblox ซึ่งเป็นเกมที่ได้รับความนิยมสูงสุดในหมู่เด็กและเยาวชนมาเป็นเวลานาน ดังนั้น การคาดการณ์และการรับรองความปลอดภัยจากอาชญากรจึงเป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน เพราะใน VR มีความเสี่ยงเรื่องการเผชิญหน้ากับผู้กระทำความผิด

ที่มา : https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9640000124086

► เด็กดิสเล็กเซีย ไม่ใช่เด็กโง่

ไม่ใช่เรื่องน่าเสียใจ ถ้าลูกคุณได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นดิสเล็กเซีย เพราะพวกเขามีดีกว่าที่คิด

ดิสเล็กเซีย (Dyslexia) คือภาวะผิดปกติเกี่ยวกับการเรียนรู้ภาษา ที่ส่งผลให้ไม่สามารถอ่าน สะกดคำ หรือเขียนหนังสือ อันเป็นความผิดปกติด้านการเรียนรู้ โดยมีสาเหตุจากเซลล์สมองซีกซ้ายทำงานผิดปกติ ทำให้อ่านหนังสือช้า ถูกตราหน้าว่าเป็นเด็กโง่ ทั้งที่เด็กดิสเล็กเซียฉลาดกว่าเด็กทั่วไปด้วยซ้ำ

อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์, สตีเวน สปีลเบิร์ก, ออร์แลนโด บลูม, เจนนิเฟอร์ อนิสตัน ,ทอม ครูซ, คีนู รีฟส์ ,บีโธเฟน, จอห์น เลนนอน, อกาธา คริสตี้, สตีเฟน ฮอว์กิง, อเล็กซานเดอร์ เกรแฮม เบลล์​ ,วอร์เรน บัฟเฟต ,วินสตัน เชอร์ชิล ฯลฯ ล้วนเป็นคนดังที่เป็นดิสเล็กเซ๊ย ซึ่งเป็นความผิดปกติท่ีคนไทยเริ่มรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ แต่จะเป็นอย่างไรหากลูกของเราเป็นดิสเล็กเซีย เพราะดิสเล็กเซียเป็นอาการที่ไม่สามารถรักษาหายด้วยยา ขอเพียงพ่อแม่และครูมีความเข้าใจ เด็กดิสเล็กเซียก็จะเติบโตมาอย่างมีความสุขได้ไม่ยาก

–สร้างโอกาสอย่างเป็นระบบให้ลูกได้แสดงความสามารถ
เด็กดิสเล็กเซียจำเป็นจะต้องได้รับโอกาสที่จะค้นหาตัวเองว่า มีความสามารถทางด้านไหน และมีแพสชั่นกับอะไรมากเป็นพิเศษ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเด็กดิสเล็กเซียอยากออกไปสร้างปราสาทที่สนามเด็กเล่น และคุณต้องเรียกเขากลับบ้านหลายครั้งหลายหน แสดงว่าเขากำลังสนุกกับกิจกรรมนั้นๆ จนลิมเวลาไปเสียสนิท
เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ปกครองหรือครูจะต้องคอยค้นหาความสามารถ ที่แฝงอยู่ในตัวของเด็กดิสเล็กเซีย เพราะพวกเขาอาจจะสามารถทำ ในสิ่งที่คนอื่นบอกว่าพวกเขาทำไม่ได้ก็ได้

อย่าเปรียบเทียบลูกกับคนดังที่เป็นดิสเล็กเซีย
ถ้าคุณคิดที่จะเปิดเว็บไซต์เกี่ยวกับคนดังที่เป็นดิสเล็กเซียซึ่งมีอยู่มากมายให้ลูกดู แง่หนึ่งก็เป็นความคิดที่ดีนะ แต่คิดอีกทีมันอาจเป็นผลเสียมากกว่าผลดีก็ได้ การพยายามปลอบใจเด็กดิสเล็กเซีย ด้วยคำพูดว่า ‘ไอน์สไตน์ก็เป็นดิสเล็กเซีย’ อาจทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกเปรียบเทียบ
เด็กดิสเล็กเซียมีความฉลาดมากกว่าเด็กทั่วไป และมีความสามารถในการจับผิดคนได้อย่างแม่นยำ พวกเขารู้ว่าตัวเองไม่เป็นและจะไม่มีวันเป็นแบบไอน์สไตน์

เด็กดิสเล็กเซียประสบความสำเร็จไม่น้อยกว่าเด็กฉลาด
เด็กดิสเล็กเซียอาจจะอ่านไม่เก่ง แต่พวกเขาก็เป็นนักคิดที่ว่องไว ความสามารถในการถอดรหัส สะกดคำ และการอ่านของเด็กดิสเล็กเซียอาจอ่อนแอ แต่ห้วงแห่งความคิดของพวกเขากลับเต็มไปด้วยความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดแบบขั้นสูง ความคิดเชิงสร้างสรรค์ และการแก้ปัญหา
จากการสำรวจชีวิตศิษย์เก่า Yale University ทั้งที่เป็นดิสเล็กเซีย และไม่เป็น ปรากฏว่าพวกที่เป็นดิสเล็กเซียจำนวนไม่น้อยที่สามารถจบการศึกษา และประสบความสำเร็จในหน้าที่การงานและในชีวิตส่วนตัว

–เปิดโอกาสให้เด็กดิสเล็กเซียมีบทบาทในครอบครัว
เด็กที่เป็นดิสเล็กเซียอาจมีดีซ่อนอยู่ ไม่ว่าจะเป็นความสามารถในการทำความเข้าใจกลไกชั้นสูง หรือทำอาหาร การให้โอกาสเด็กดิสเล็กเซียมีบทบาทในครอบครัว อาจช่วยให้พวกเขากลายเป็นนักแก้ปัญหา หรือเป็นเชฟประจำครอบครัวก็เป็นได้

–จับมือกับครู
ร่วมมือกับครูประจำชั้น เพื่อให้ครูทราบว่าคุณกับครูเป็นพวกเดียวกัน และมีความเป็นธรรมในการประเมินความสามารถและจุดอ่อนของลูก อย่าให้เด็กดิสเล็กเซียออกไปอ่านหนังสือหน้าชั้นเรียน หรือเป็นจุดสนใจของเพื่อนๆ
ตรงกันข้ามให้ครูทราบว่าพวกเขาเก่งเรื่องอะไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศิลปะ หรือการทำงานเป็นทีม และอย่าลืมขอโอกาสให้เด็กดิสเล็กเซียได้แสดงความสามารถบ้าง เช่นเป็นผู้ช่วยครูในชั้นเรียนศิลปะ

โรงเรียนเป็นของชั่วคราวความฉลาดสิของจริง
ที่โรงเรียน คนอาจจะเห็นแต่จุดอ่อนของเด็กดิสเล็กเซีย แต่เมื่อพวกเขาโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ความสามารถในการคิดของพวกเขาจะกลายเป็นจุดแข็ง และหล่อหลอมให้เด็กดิสเล็กเซียกลายเป็นมนุษย์โดยสมบูรณืเช่นเดียวกับเด็กคนอื่นๆ

9 จุดเด่นของ Dyslexia

  1. มองเห็นกว้างกว่า
    คนที่เป็น Dyslexia มักจะมองเห็นสิ่งต่างๆ แบบเป็นองค์รวม เช่น เมื่อเขาเจอต้นไม้เขาจะเห็นป่า
    Matthew H. Schneps, มหาวิทยาลัย Harvard กล่าวว่า “ราวกับว่าคนที่เป็น Dyslexia มักจะใช้เลนส์มุมกว้างในการมองโลก ในขณะที่คนอื่น ๆ มักจะใช้เลนส์มุมแคบ แต่แต่ละอันก็ดีที่สุดในการเปิดเผยรายละเอียดที่แตกต่างกัน
  2. พบสิ่งที่แปลกออกไป
    คนที่เป็น dyslexia นั้นเก่งในด้านการประมวลผลภาพระดับโลกและการตรวจจับตัวเลขที่เป็นไปไม่ได้ Christopher Tonkin นักวิทยาศาสตร์ Dyslexic อธิบายถึงความรู้สึกผิดปกติของเขาต่อ “บางสิ่งที่ต่างออกไป” นักวิทยาศาสตร์ในสายงานของเขาจะต้องทำความเข้าใจกับข้อมูลภาพจำนวนมหาศาลและค้นหาความผิดปกติของหลุมดำได้อย่างแม่นยำ
  3. ปรับปรุงการจดจำรูปแบบ
    ผู้คนที่เป็น dyslexia มีความสามารถในการดูว่าสิ่งต่าง ๆ เชื่อมต่อกับระบบที่ซับซ้อนอย่างไร และเพื่อใช้ระบุความคล้ายคลึงกันในหลาย ๆ สิ่ง จุดแข็งดังกล่าวมีแนวโน้มที่จะมีความสำคัญเป็นพิเศษสำหรับหลายๆสาขาวิชา เช่น วิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ ซึ่งมีการแสดงภาพเป็นกุญแจสำคัญ
  4. มีความรู้เชิงพื้นที่ดี
    หลายคนที่เป็น dyslexia มีทักษะที่ดีกว่าในการจัดการกับวัตถุ 3 มิติในใจของพวกเขา สถาปนิกและนักออกแบบแฟชั่นชั้นนำของโลกหลายคนเป็น dyslexia
  5. รูปภาพนักคิด
    คนที่เป็น dyslexia มักจะคิดเป็นรูปมากกว่าคำพูด การวิจัยที่มหาวิทยาลัยแห่งแคลิฟอร์เนียแสดงให้เห็นว่าเด็ก ๆ ที่เป็น dyslexia จะมีหน่วยความจำในการจดจำภาพที่มากกว่าคนปกติ Auguste Rodin ประติมากรชาวฝรั่งเศสในสมัยศตวรรษที่สิบเก้าสามารถมองภาพเขียนในพิพิธภัณฑ์ในแต่ละวันและวาดภาพจากความทรงจำในตอนกลางคืน dyslexia ของเขาหมายความว่าเขาแทบจะไม่สามารถอ่านหรือเขียนเมื่ออายุ 14 โดยมีทักษะการอ่านของเขาพัฒนาขึ้นในภายหลัง
  6. การมองเห็นสิ่งรอบข้างได้อย่างชัดเจน
    คนที่เป็น dyslexia มีการมองเห็นรอบข้างดีกว่าคนส่วนใหญ่ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาสามารถมองภาพรวมทั้งหมดได้อย่างรวดเร็ว แม้ว่ามันจะยากที่จะมุ่งเน้นไปที่คำแต่ละคำ แต่ dyslexia ดูเหมือนจะทำให้การมองเห็นขอบด้านนอกได้ง่าย James Howard Jr. ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยาที่มหาวิทยาลัยคาทอลิกแห่งอเมริกาบรรยายในวารสาร Neuropsychologia ซึ่งเป็นการทดลองที่ผู้เข้าร่วมถูกขอให้เลือกตัวอักษร T จากทะเลตัวอักษร L ที่ลอยอยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์ ผู้ที่เป็น dyslexia ระบุได้เร็วกว่าปกติ
  7. ผู้ประกอบการธุรกิจ
    คุณรู้หรือไม่ว่าผู้ประกอบการชาวอเมริกัน 1 ใน 3 มี Dyslexia?
    ผู้ประกอบการอย่าง Thomas Edison, Henry Ford, Steve Jobs และ Charles Schwab ต่างก็เป็น dyslexic บางทีความคิดเชิงกลยุทธ์และความคิดสร้างสรรค์ที่ดีกว่าอาจให้ประโยชน์ทางธุรกิจที่แท้จริง
  8. มีความคิดสร้างสรรค์สูง
    นักแสดงที่มีความคิดสร้างสรรค์มากที่สุดในโลกหลายคนมี dyslexia เช่น Johnny Depp, Keira Knighltly และ Orlando Bloom
    Pablo Picasso (ศิลปิน) ครูของปิกัสโซอธิบายเกี่ยวกับเขาว่า “มีปัญหาในการแยกแยะทิศทางของตัวอักษร” ปีกัสโซวาดภาพตัวตนของเขาตามที่เขาเห็น บางครั้งไม่เป็นระเบียบ ถอยหลัง หรือกลับหัว ภาพวาดของเขาแสดงให้เห็นถึงพลังแห่งจินตนาการซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการที่เขาไม่สามารถที่จะมองเห็นคำได้อย่างถูกต้อง
  9. การคิดนอกกรอบ – การแก้ปัญหา
    ผู้ที่เป็น dyslexia ใช้การแก้ปัญหาด้วยวิธีการนอกกรอบ การคิดนอกกรอบเป็นวิธีการที่ dyslexia ใช้ ซึ่งในบางครั้งเหมือนเป็นเรื่องเพ้อฝัน

ต้นฉบับ :
https://th.hellomagazine.com/education/dyslexia-children-are-not-stupid/
https://www.brainandlifecenter.com/braintraining-improve-dyslexia/
ที่มา : The Boston Globe

► การปลูกกัญชามี 3 รูปแบบ

รู้หรือไม่? การปลูกกัญชามี 3 รูปแบบ

  1. ระบบเปิด (Outdoor) ปลูกกลางเเจ้ง
  2. ระบบกึ่งเปิด (Greenhouse) ปลูกในโรงเรือน
  3. ระบบปิด (Indoor) ปลูกในสถานที่ปิด

การปลูกกัญชาไม่ง่าย ต้องศึกษาข้อมูลให้ดี ดังนี้

  1. สายพันธุ์ต้องเหมาะสภาพเเวดล้อม
  2. รูปแบบการปลูก ต้องเหมาะกับพื้นที่
  3. การจัดการดิน
  4. การให้ปุ๋ย
  5. การให้น้ำ
  6. แมลงศัตรูพืช
  7. การดูแลระหว่างปลูก

หากเราดูแลต้นกัญชาอย่างถูกวิธี จะส่งผลให้เราได้ผลผลิตจากกัญชาที่มีคุณภาพ เป็นที่ต้องการของท้องตลาด

ข้อมูลจาก สำนักข่าวไทย อสมท (ช่อง 9MCOT HD เลข 30 | Thai News Agency MCOT)

► 5 ขั้นตอนน่ารู้…ก่อนปลูกกัญชา

CANNHEALTH EXCLUSIVE : 5 ขั้นตอนน่ารู้…ก่อนปลูกกัญชา กับเทคนิคต่างๆในการปลูกกัญชา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการเลือกสายพันธุ์ สถานที่ปลูกหรือแม้กระทั้งการเลือกปุ๋ยในการดูแล CANNHEALTH เคยนำเสนอเรื่อง “7 ปัจจัยสำคัญในการปลูกกัญชา” มาแล้ว วันนี้ขอนำเสนอเรื่อง “5 ขั้นตอนน่ารู้…ก่อนปลูกกัญชา” มาดูกันว่าจะมีเรื่องอะไรที่น่าสนใจกันบ้าง

เลือกสายพันธุ์ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิ
เลือกสายพันธุ์ที่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมและอุณหภูมิได้ หากปลูกกลางแจ้งก็ควรเลือกสายพันธุ์ที่ทนทานต่ออุณหภูมิที่สูงกว่าปลูกในโรงเรือน

เลือกสถานที่ที่ดีที่สุด
ควรพิจารณาว่าจะปลูกกัญชาลงดินหรือในตู้คอนเทนเนอร์ หรือแบบไฮโดรโปนิกส์ โดยคำนึงถึงปัจจัยสภาพแวดล้อมได้แก่ แสง ลม อุณหภูมิน้ำฝน แมลง หากปลูกกลางแจ้งควรเป็นสถานที่ที่มีระบบการรักษาความปลอดภัยที่รัดกุม

เลือกดินที่ระบายน้ำได้ดีและอุ้มน้ำได้ดีพอเหมาะ
ควรเข้าใจส่วนประกอบของดินเพื่อที่จะปรับเปลี่ยนการเลือกใช้ให้เข้ากับสายพันธุ์ที่เลือกปลูก ซึ่งเนื้อดินปลูกกัญชาควรร่วนซุย ระบายน้ำได้ดีไม่ทำให้เกิดน้ำขังอยู่ด้านบนของดิน อุ้มน้ำได้ดีพอเหมาะ คือทำให้ดินเปียกแต่ไม่เป็นโคลน

เลือกปุ๋ยที่มีคุณค่าทางสารอาหารสูง
ต้นกัญชาต้องการคุณค่าทางสารอาหารสูง ซึ่งก็คือธาตุอาหารหลักของพืชอย่างฟอสฟอรัส ไนโตรเจนและโพแทสเซียม ธาตุอาหารพืชเหล่านี้สามารถผสมในน้ำและรดใส่ต้นแต่ไม่ควรรดมากจนเกินไป

เรียนรู้ขั้นตอนการดูแลระหว่างการปลูก
การรดน้ำกัญชาต้องทำให้เหมาะสมโดยคำนึงถึงสภาพแวดล้อม เช่นอากาศร้อนแห้ง อากาศร้อนชื้น อากาศเย็นชื้นและฝนตกในพื้นที่ ส่วนการจัดทรงและตัดแต่งต้นกัญชาก็ควรทำเป็นประจำเพื่อความสวยงามและทำให้ใบได้รับแสงอย่างทั่วถึง

ที่มา : CANNHEALTH
หมายเหตุ : เผยแพร่ครั้งแรกเป็นภาษาไทยเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2562 โดย Cannhealth
เขียน/แปล: สิริญา มิตรศรัทธา
เรียบเรียง : ณัฐวุฒิ จงจิตร

► 7 ที่รับบริจาค

มูลนิธิกระจกเงา
เลขที่ 191 ซอยวิภาวดี 62 (แยก4-7) ถนนวิภาวดีรังสิต
แขวงตลาดบางเขน เขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร 10210
(โทรศัพท์ : 02-9732236-7 ต่อ 101)

มูลนิธิบ้านนกขมิ้น
เลขที่ 89/12 ซอยเสรีไทย 17 ถนนเสรีไทย กรุงเทพมหานคร 10240
(โทร : 02-375-6497, 02-375-2455)

บ้านเฟื่องฟ้า
เลขที่ 78/9 หมู่ 1 ถนนติวานนท์ ซอยติวานนท์-ปากเกร็ด 1 ปากเกร็ด นนทบุรี 11120
(โทร : 02-583-6815)
เสื้อผ้า ของใช้เด็ก

โครงการร้านปันกัน โดย มูลนิธิยุวพันธ์
เลขที่ 7 ซอยอ่อนนุช 90 แขวงประเวศ เขตประเวศ กรุงเทพฯ 10250
(โทร : 02-1183968-9)
เอาไปขายต่อ

สถานสงเคราะห์เด็กอ่อนพญาไท
78/24 หมู่ 1 ตำบลบางตลาด อำเภอปากเกร็ด นนทบุรี 11120
(โทร : 02-584-7255)
ผ้าอ้อม

ทัณฑสถานหญิงชลบุรี
เลขที่ 84 ถนนวชิรปราการ ตำบลบางปลาสร้อย อำเภอเมือง จังหวัดชลบุรี 2000
(โทร : 03-828-2002)
ต้องการชุดชั้นในสภาพดี

พระปลัดวาโย ถาวโร
เลขที่ 179 วัดทุ่งแล้ง ต.แม่คง อ.แม่สะเรียง จ.แม่ฮ่องสอน 58110
(โทร. 093-6759634)
เด็กชาวเขา